username :
password :
 
ลืมรหัสผ่านคลิ๊ก  |  สมาชิกใหม่
เว็บทั่วโลก
เว็บสำเร็จ
»  น้ำตา จะให้คุณก็แค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เหงื่อ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ
»  ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองกำลังจะแพ้ทำยังไงก็ได้ให้ล้มลงอย่างสง่าที่สุด
»  ความสำเร็จของคนไม่ได้เกิดจากสวรรค์กับโชคชะตาแต่เกิดจากการฝึกฝน
»  รอยเท้าแรกบนดวงจันทร์ไม่ใช่ของมนุษย์แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ
»  ความจริงอาจจะถูกติเตียน...แต่ไม่เคยถูกทำให้น่าละอาย
คุณคิดว่า AEC เหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่
ไม่เหมาะสม
เหมาะสม
ดูโพลทั้งหมด >>>
‘ชุมพฤนท์’สร้างแบรนด์แชมป์! มือทอง‘พีอาร์’ภาพลักษณ์ยักษ์‘แอมเวย์’ชุมพฤนท์ ยุระยง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด


การจะสร้าง “แบรนด์ขายตรง” สักหนึ่งแบรนด์ให้ติดตลาด เป็นที่รู้จักอย่างต่อเนื่องและมั่นคงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยบวก เข้ามาช่วยส่งเสริมหลากหลายประการ เริ่มตั้งแต่ความมั่นคงของบริษัท สินค้าที่ดี แผนการตลาดที่จ่ายจริง ผู้บริหารวิสัยทัศน์เฉียบ แม่ทีมมีจรรยาบรรณ และการพัฒนากลยุทธ์ไปจนถึงเทคโนโลยีต่างๆให้ก้าวล้ำคู่แข่งอยู่เสมอ

    แต่ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด คงจะยังไม่เพียงพอที่จะช่วยเคลื่อน “องคาพยพ” ไปข้างหน้าได้สะดวกโยธิน หากแบรนด์ดังกล่าว ยังคงไม่ได้เป็นที่รู้จักของประชาชน ก็คงทำให้องค์กรนั้นไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่ถูกต้องออกไปยังผู้มุ่งหวังได้

    “BIZ RECORD” ฉบับนี้ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจาก “พีอาร์มือทอง” แห่งค่ายขายตรงยักษ์ใหญ่  “ชุมพฤนท์ ยุระยง” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร  บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เวลานั่งจับเข่าคุยถึงการเป็น “พีอาร์มืออาชีพ” อีกหนึ่งฟันเฟือง “ชิ้นสำคัญ” ที่ช่วยเป็นแรงขับให้แบรนด์นี้ ก้าวขึ้นแท่นแชมป์ขายตรงในปัจจุบัน!

‘ฝ่ายสื่อสารองค์กร’สำคัญไฉน?

    “ขายตรง” กับการ “สร้างแบรนด์” ที่ต้องมี “ฝ่ายสื่อสารองค์กร” ที่แข็งแกร่งสำคัญไฉนนั้น “ชุมพฤนท์” กล่าวว่า “ภาพลักษณ์” ขององค์กรธุรกิจแอมเวย์และนักธุรกิจแอมเวย์ คือปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะสร้าง “การยอมรับและการสนับสนุน” จากลูกค้าผู้บริโภครวมถึง “การสื่อสารอย่างถูกต้อง” ด้วยข้อมูลที่สมบูรณ์จากองค์กรก็ย่อมจะสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อธุรกิจแอมเวย์

    ดังนั้น “งานสื่อสารองค์กร” จึงครอบคลุมถึงการวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตลอดจนการผลิตสื่อส่งเสริมธุรกิจทุกประเภทสำหรับนักธุรกิจและสมาชิกแอมเวย์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อ ส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดำเนินงานของมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยในฐานะพลเมืองทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นการสื่อสารและส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้สัมฤทธิ์ผล “สอดคล้องกับนโยบาย” และแผนงานของบริษัท “ประสานความร่วมมือ” กับนักธุรกิจและสมาชิกแอมเวย์ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกับภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในการจรรโลงธุรกิจขายตรงที่มีจรรยาบรรณให้ยั่งยืนและคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ ตลอดจนมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมไทยด้วยโครงการสาธารณประโยชน์ ด้วยช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว ข้อมูลทางธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการทำงานของนักธุรกิจแอมเวย์

    สำหรับหน้าที่ของ “ฝ่ายสื่อสารองค์กร” (Corporate Communications Division) แบ่งออกเป็นหน้าที่สำคัญหลักๆได้ดังนี้

    1.ผลิตสื่อต่างๆ เพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับนักธุรกิจและสมาชิกแอมเวย์ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โสตทัศน์ อินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์ส่งเสริมธุรกิจต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและผลิตภัณฑ์แอมเวย์
    2.ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชนเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงที่ถูกต้องและมีจรรยาบรรณ
    3.พัฒนานวัตกรรมการสื่อสารของบริษัทในช่องทางต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และตรงกลุ่มเป้าหมาย
    4.สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม

ปรับโครงสร้าง‘พีอาร์’เจาะลึกเป้าหมาย

    “ชุมพฤนท์” ยังได้อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างฝ่ายสื่อสารองค์กรล่าสุด ที่มีการจัดกลุ่ม “พีอาร์” แยกออกไปดูในแต่ละแบรนด์โดยเฉพาะ ว่า “ในโลกของธุรกิจแอมเวย์ คำว่าการเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องปกติมาก เราเป็นองค์กรที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง แม้แต่องค์กรภายใน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะหากย้อนไปดูประวัติศาสตร์แอมเวย์ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว ครั้งที่ใหญ่ที่สุดคงจะเป็นในปี 2000 ที่แอมเวย์จะรุกการโฆษณามากขึ้น จึงต้องแยกฝ่ายการสื่อสารการตลาด ออกมาเป็นอีกแผนกเลย เพื่อเน้นการสื่อสารแบรนด์ทางการตลาดให้มากขึ้น จากเดิมที่เราเน้นเพียงการผลิตสื่อภายในเท่านั้น”

    ทั้งนี้สำหรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ล่าสุดนี้ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยจะแบ่งผังทีมดูแลให้ชัดเจนขึ้น เพื่อความต่อเนื่องในการทำงานได้ทันท่วงที จากเดิมที่ทีม PR, Advertising, Brand Communication  ทำงานอยู่แยกกันคนละกลุ่ม เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกะทันหันทางด้านบุคลากร ก็ไม่สามารถดึงอีกทีมหนึ่งมาดูแลได้ทันท่วงที เพราะแต่ล่ะทีมก็จะถนัดเฉพาะทางของสิ่งที่ตนเองทำอยู่

    “ดังนั้นเราจึงต้องจัดผังทีมงานใหม่ โดยแยกทีมตามแบรนด์ เช่น Amway, Nutrilite, Artistry, Personal Shoper  ให้ทำงานอินไลน์กับมาร์เก็ตติ้งไปเลย ยกตัวอย่างเช่น ทั้งทีมนี้ดูแลแบรนด์อาร์ทิสทรี ก็จะรับโจทย์มาจากมาร์เก็ตติ้งเลยว่าปีนี้จะเน้นอะไรเป็นพิเศษ มีสินค้าออกใหม่กี่ตัวตลอดปี ตีโจทย์ให้แตก จากงบประมาณที่ให้มา มาร์เก็ตติ้งจะโฟกัสที่ตัวไหนเป็นพิเศษ จัดทำแผนพีอาร์อย่างไร เรียกได้ว่าทำงานคิดตั้งแต่ต้นจนจบครบลูป คือในหนึ่งทีมมีตั้งแต่ PR, Advertising,  Brand Communication และรวมไปถึง Social Media ที่เราเพิ่งเริ่มรุกในปีนี้ด้วยมารวมอยู่ในทีมเดียวกันหมด ดังนั้นการทำงานจะต่อเนื่องและซัพพอร์ตได้กันตลอดเวลา”

    นอกจากนี้ทีมล่าสุดที่เพิ่งเข้ามาอยู่ภายใต้ฝ่ายสื่อสารองค์กรประมาณ 2 ปี คือ “ทีม Call Center” จากเดิมที่พบว่าผู้ที่โทรมาจะเป็นนักธุรกิจแอมเวย์ ก่อนหน้านี้จึงได้ทำการย้ายฝ่าย Call Center ไปอยู่กับฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ก่อน แต่ผลปรากฏว่าการทำงานของ Call Center กับฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากทางด้านของฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ก็ต้องออกทริปนอกสถานที่ตลอดเวลา ส่วน Call Center ทำงานลักษณะเดียวกับช็อป เวลาทำการเปิดตั้งแต่ 9.00 – 20.00 น. อีกทั้งในส่วนของ Call Center ที่เป็นของแอมเวย์เองเป็นส่วนของการติดต่อสอบถาม ส่วนการโทรสั่งสินค้าจะใช้Outsource แต่ทั้งหมดจะมานั่งอยู่ในออฟฟิศของแอมเวย์

    “แต่เมื่อเราเริ่มรุกการโฆษณามากขึ้น สายที่โทรเข้ามาจากคนทั่วไปก็มีมากขึ้นกว่านักธุรกิจแอมเวย์ ดังนั้นทีมCall Center ที่อยู่ในส่วนของการสอบถามข้อมูล จะต้องถูกเทรนให้ตอบเรื่องกลางๆที่คนภายนอกอยากจะรู้ แล้วใครจะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเหล่านี้ นั่นก็คือฝ่ายสื่อสารองค์กรเอง เพราะเรามีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมือพร้อมอยู่แล้ว แค่หยิบสิ่งที่เราต้องการออกมาตอบเท่านั้นเอง ดังนั้น Call Center จึงถูกย้ายมาอยู่ใต้ฝ่ายสื่อสารองค์กรในที่สุด ปัจจุบันบุคลากรของฝ่ายสื่อสารองค์กรทั้งหมดก็มีประมาณ 50 กว่าคน เป็น Call Center ประมาณ 25 คน นอกนั้นก็เป็นทีมพีอาร์ของเราที่ถูกแบ่งตามแบรนด์ที่กล่าวไปข้างต้น”

รุกถูกทาง‘Social Network’สุดเวิร์ค!

    อีกช่องทางที่สำคัญสำหรับการสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายขณะนี้ “ชุมพฤนท์” บอกว่านั่นคือ “Social Network” ซึ่งเพิ่งเริ่มขึ้นในปีนี้ โดยแอมเวย์ตั้งใจที่จะสร้างความคุ้นเคยให้กับสมาชิกและนักธุรกิจได้รู้สึกใกล้ชิดกับบริษัทมากขึ้นและมีการตอบโต้ที่รวดเร็ว สามารถใส่รูป คลิป กิจกรรมต่างๆ ได้แบบนาทีต่อนาที ไปจนถึงการสร้างเกมส์ต่างๆให้ผู้บริโภคได้เข้ามาใกล้ชิดกับแบรนด์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันแอมเวย์ มีเฟซบุ๊คอยู่ 3 เพจ ได้แก่ amwaythailand, artistry และnutrilite

    ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุดพบว่า เฟซบุ๊ค แอมเวย์ประเทศไทย www.facebook.com/amwaythailand ได้ผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม เปิดตัวเพียง 7 เดือนมียอดแฟนจากกลุ่มนักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิกและผู้สนใจทั่วไปแล้วมากกว่า 10,000 ราย  ส่วนใหญ่จะสอบถามเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจแอมเวย์ พร้อมแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ในกลุ่มแฟนด้วยกัน ในขณะที่บริษัทใช้เฟซบุ๊คในการเล่ากิจกรรมหรือเรื่องราวดีๆของบริษัท รวมทั้งให้บริการตอบข้อซักถามที่รวดเร็ว มีเจ้าหน้าที่ดูแลเฟซบุ๊คทุกวัน ส่งผลให้องค์กรนักธุรกิจแอมเวย์ที่อยู่ในกลุ่ม Gen-X และ Gen-Y ได้ใช้ช่องทางนี้ในการพูดคุยกันหรือติดต่อกับบริษัทมากขึ้น

‘CSR’หนึ่งหน้าที่สำคัญจากใจสู่สังคม

    อย่างไรก็ตามอีกกิจกรรมสำคัญที่คงอยู่ภายใต้การดูแลของ “ฝ่ายสื่อสารองค์กร” เช่นกันนั่นคือ “กิจกรรมเพื่อสังคม” ภายใต้การทำงานของ “มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย” ที่มีหลากหลายโครงการออกสู่สาธารณชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาทิเช่น โครงการ One By One : เปิดโลกกว้างทางปัญญา, โครงการ One By One : ยิ้มสยาม ฯลฯ
    “ที่ผ่านมาแอมเวย์ทำหลากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดแอมเวย์ โครงการยิ้มสยามช่วยผ่าตัดให้น้องๆที่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ผลิตหนังสือเสียง มอบทุนการศึกษา ทั้งหมดนี้เราทำขึ้นเพราะต้องการตอบแทนสังคม เพราะเมื่อเราได้รับการตอบรับจากสังคมที่ดีมาก เราก็ควรทำอะไรบางอย่างกลับคืนไปทำให้สังคมนั้นดีขึ้น ไม่อยากให้ใครมีแนวคิดว่า CSR คือกลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ เพราะแอมเวย์คิดว่านี่คือหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน และยังชักชวนให้นักธุรกิจแอมเวย์ทั่วโลกมาร่วมกันทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วยกัน นักธุรกิจบางคนที่มีวิชาชีพทางการแพทย์บางครั้งก็ลงมาช่วยกันในเรื่องของการผ่าตัดด้วย และจะเห็นได้ว่าเราไม่เคยทุ่มงบโฆษณาในเรื่องของการทำ CSR เลย เพราะผู้บริหารทุกคนตั้งแต่คุณปรีชาลงมา มีแนวคิดเดียวกันว่าสู้เอาเงินส่วนที่จะไปโฆษณาเพื่อโปรโมตนั้น มาช่วยเหลือคนยากไร้ในแต่ละโครงการ จะได้ประโยชน์มากกว่า ด้วยเหตุนี้แม้เราจะทำโครงการเพื่อสังคมมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ค่อยมีใครรู้ ซึ่งเราก็ไม่ได้วัดความสำเร็จที่ว่าใครรู้จักเราเยอะหรือน้อย และเราวัดความสำเร็จว่าเราช่วยคนได้เยอะมากน้อยแค่ไหนมากกว่า”

    “ชุมพฤนท์” ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ภาพลักษณ์ของแอมเวย์ในปัจจุบัน เป็นที่รู้จักในสังคมและได้รับการยอมรับมหาศาล แต่ในมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ายังมีคนมองแอมเวย์ในแง่ลบ โดยส่วนมากจะเป็นปัญหาจากการเจอนักธุรกิจที่ไม่ดี ซึ่งหากถามว่าเราจะลงไปแก้ตรงนั้นอย่างไร คงต้องยอมรับว่าทุกสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันไป และในส่วนของบริษัทเองหากใครทำผิดจรรยาบรรณเราก็มีบทลงโทษอยู่แล้ว ส่วนจะแก้ข่าวหรือไม่นั้นเราคงไม่ทำ แต่เราจะเน้นการทำความดีให้เขารับรู้มากขึ้น การให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนรู้จักตัวตนของแอมเวย์ที่แท้จริง เรียกว่าใช้ความดีชนะใจมากกว่า
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 192 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16- 30 พฤศจิกายน 2553
« ย้อนกลับ »


ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนนะคะ
ส่วนท่านใจที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถสมัครสมาชิกได้ที่นี่ค่ะ


ชมรายการย้อนหลัง
หน้าแรก  |  โลกขายตรง  |  โลกประกัน  |  เว็บบอร์ด  |  สำเร็จโพลล์  |  ข้อคิดนักขาย  |  ติดต่อเรา
Copyright © 2007-2008 by Sumret Dot Com Co.,LtdAll rights reserved. 1148/203-4 ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี ดุสิต กรุงเทพฯ 10300
จำนวนผู้เยี่ยมชมเวบไซด์ 1,995,882
Design by www.siamsbuy.com and www.unseen2travel.com